Posted on Leave a comment

กล้วยดิบ ดีต่อสุขภาพอย่างไร?

 

หากจะถามถึงผลไม้ยอดนิยมที่คนนิยมรับประทานกัน กล้วย จะต้องเป็นลำดับต้นๆ ที่คนนึกถึง เพราะรสชาติที่อร่อย และหาทานได้ง่าย ยิ่งไปกว่านั้นกล้วยยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นมากมาย

คนส่วนใหญ่รับประทานกล้วยเมื่อมีสีเหลืองและสุก แต่จะมีใครรู้บ้างว่ากล้วยดิบนั้นก็สามารถรับประทานได้ แถมยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุไม่ต่างจากกล้วยสุกเลย

ความแตกต่างระหว่าง กล้วยดิบ และ กล้วยสุก

โดยทั่วไปแล้วกล้วยจะเก็บเกี่ยวในขณะที่ยังคงเป็นสีเขียว เพื่อการยืดอายุการเก็บรักษาให้นานไม่สุกเกิน ก่อนที่จะถึงมือลูกค้า

นอกเหนือจากความแตกต่างของสีแล้ว กล้วยดิบและกล้วยสุกยังมีความแตกต่างในเรื่องอื่นๆอีกด้วย

  • รสชาติ : กล้วยดิบจะมีความหวานน้อย และมีรสฝาด ส่วนกล้วยสุกนั้นจะมีรสชาติหวาน
  • พื้นผิว : กล้วยดิบมีเปลือกที่แข็งกว่ากล้วยสุก มีบางคนนิยามว่าเนื้อของกล้วยดิบเหมือนข้าวเหนียว
  • ส่วนประกอบ : กล้วยดิบมีแป้งสูงกว่า และเมื่อกล้วยดิบแป้งจะถูกเปลี่ยนเป็นน้ำตาล

สิ่งสำคัญ

กล้วยดิบและกล้วยสุก มีรสชาติและเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกัน กล้วยดิบมีปริมาณแป้งสูง ส่วนกล้วยสุกนั้น มีปริมาณน้ำตาลที่สูง

การเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบคาร์โบไฮเดรตของกล้วยดิบและกล้วยสุก

กล้วยดิบมีแป้งเป็นส่วนประกอบใหญ่ซึ่งคิดเป็น 70-80% ของน้ำหนักแห้ง แป้งส่วนใหญ่นั้นมีคุณสมบัติคือไม่ถูกย่อยในลำไส้เล็ก ดังนั้นจึงจัดเป็นใยอาหารที่ช่วยเรื่องการขับถ่าย อย่างไรก็ตามกล้วยจะสูญเสียแป้งเมื่อเกิดกระบวนการสุก ในระหว่างการทำให้สุกแป้งจะถูกเปลี่ยนเป็นน้ำตาลอย่างง่าย (ซูโครสกลูโคสและฟรุกโตส)

ที่น่าสนใจคือกล้วยสุกมีปริมาณแป้งเพียง  1% ของน้ำหนัก กล้วยดิบเป็นแหล่งของเพกตินที่ดี ซึ่งเพกตินก็คือเส้นใยอาหาร ซึ่งเส้นใยอาหารประเภทนี้พบได้ในผลไม้ โดยจะช่วยในเรื่องโครงสร้างและความแข็งของผลกล้วยดิบ เพกตินจะแตกตัวเมื่อกล้วยสุกเกินไปซึ่งทำให้ผลไม้นิ่มและอ่อนนุ่ม  แป้งและเพกตินที่พบในกล้วยดิบนั้นสามารถให้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากมายรวมถึงการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดีมากยิ่งขึ้นและช่วยเรื่องสุขภาพของทางเดินอาหารที่ดีขึ้นอีกด้วย

สิ่งสำคัญ

กล้วยดิบนั้นอุดมไปด้วยแป้งและเส้นใยอาหารที่มีปริมาณสูง  ซึ่งทั้งแป้งและเส้นใยอาหารนั้นช่วยในการลดระดับน้ำตาลในเลือดและช่วยเรื่องสุขภาพทางเดินอาหารให้ดียิ่งขึ้น  แต่เมื่อกล้วยสุกแล้วแป้งส่วนใหญ่กว่า 99 % จะถูกเปลี่ยนให้เป็นน้ำตาล

คุณค่าทางสารอาหารของกล้วยสุกและกล้วยดิบ

กล้วยดิบและกล้วยสุกเป็นแหล่งของสารอาหารที่สำคัญหลายชนิด

ถึงแม้ว่าจะมีงานวิจัยในเรื่องสารอาหารที่พบในกล้วยดิบอยู่ แต่โดยทั่วไปแล้วสารอาหารรองของทั้งกล้วยดิบและกล้วยสุกนั้นแทบจะไม่ต่างกัน จากข้อมูลด้านล่าง

กล้วยขนาดกลางสีเขียวหรือสีเหลือง (118 กรัม) มีสารอาหาร ได้แก่

  • ไฟเบอร์: 3.1 กรัม
  • โพแทสเซียม: 12% ของ RDI
  • วิตามินบี 6: 20% ของ RDI
  • วิตามินซี: 17% ของ RDI
  • แมกนีเซียม: 8% ของ RDI
  • ทองแดง: 5% ของ RDI
  • แมงกานีส: 15% ของ RDI

กล้วยผลนี้ประมาณ 105 แคลอรี่ซึ่งมากกว่า 90% มาจากคาร์โบไฮเดรต นอกจากนี้กล้วยยังมีไขมันและโปรตีนต่ำมาก

ประโยชน์ของกล้วยดิบที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

  • กล้วยดิบนั้นมีปริมาณเส้นใยสูงมาก

ซึ่งอาหารที่อุดมด้วยเส้นใยจำนวนมากนี้จะทำให้เกิดความรู้สึกอิ่มนาน เพราะทั้งแป้งและเพกตินชนิดที่พบในกล้วยดิบ  ส่งผลให้เกิดความรู้สึกที่เพิ่มขึ้นของความแน่นหลังมื้ออาหาร  ไฟเบอร์ประเภทนี้จะทำให้กระเพาะอาหารของคุณย่อยช้าลงและทำให้คุณมีความอยากกินอาหารน้อยลงในมื้อถัดไป ในทางกลับกันสิ่งนี้จะช่วยให้คุณกินอาหารได้น้อยลง ซึ่งส่งผลให้น้ำหนักลดลงได้

  • ช่วยปรับปรุงสุขภาพทางเดินอาหารให้ดีขึ้น

ในกล้วยดิบมี prebiotic ที่มีประโยชน์ต่อลำไส้ และเป็นมิตรกับแบคทีเรียที่อยู่ในลำไส้ของเรา การทำงานของแบคทีเรียคือหมักเส้นใยทั้งสองชนิด แล้วจะทำการผลิตบิวเดรตและกรดไขมันสายสั้นที่เป็นประโยชน์ ซึ่งกรดไขมันสายสั้นนี้จะช่วยแก้ไขปัญหาในการย่อยอาหาร นอกจากนี้ยังมีหลักฐานบางอย่างที่บอกว่าพวกเขาช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่

สิ่งสำคัญ

การบริโภคกล้วยสีเขียวสามารถช่วยให้ลำไส้ของคุณแข็งแรง นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มการผลิตกรดไขมันสายสั้นซึ่งมีความสำคัญต่อสุขภาพทางเดินอาหาร

  • ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด

การมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญ และในปัจจุบันพบว่าปัญหานี้มีแนวโน้มสูงขึ้น หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาเมื่อเวลาผ่านไปอาจนำไปสู่โรคเบาหวานประเภท 2 และเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ทั้งเพกตินและแป้งในกล้วยดิบจะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดหลังมื้ออาหาร กล้วยสีเขียวที่ไม่สุกยังมีดัชนีน้ำตาลในเลือดต่ำโดยมีค่าเท่ากับ 30 กล้วยที่สุกแล้วมีดัชนีน้ำตาลประมาณ 60 ดัชนีระดับน้ำตาลในเลือดทำให้เห็นว่าว่าอาหารที่รับประทานเข้าไปเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดอย่างรวดเร็วหลังจากรับประทานอาหาร  ต่ำกว่าดีสำหรับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

สิ่งสำคัญ

เพกตินและแป้งในกล้วยดิบสามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของคุณโดยเฉพาะหลังรับประทานอาหาร

Posted on Leave a comment

คุณค่าทางโภชนาการ กราโนล่า

กราโนล่า

คุณค่าทางโภชนาการ

กราโนล่า อุดมไปด้วยโปรตีน ใยอาหารและสารอาหารรองอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธาตุเหล็ก(Fe) แมกนีเซียม(Mg) สังกะสี(Zn) ทองแดง(Cu ) ซีลีเนียม(Se)วิตามินบีและวิตามินอี อย่างไรก็ตามรายละเอียดทางโภชนาการของกราโนล่าจะแตกต่างมากน้อยขึ้นอยู่กับส่วนผสมเฉพาะที่ใช้

ตารางด้านล่างนี้เปรียบเทียบสารอาหารในกราโนล่าสองยี่ห้อ

คุณค่าทางโภชนการ ยี่ห้อ A (ปริมาณ 50 กรัม) ยี่ห้อ B (ปริมาณ 50 กรัม)
แคลอรี่ 195 กรัม 260 กรัม
ไขมัน 4.4 กรัม 7 กรัม
โปรตีน 2.9 กรัม 13 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 40.5 กรัม 28 กรัม
ใยอาหาร 3.5 กรัม 4 กรัม
น้ำตาล 14.2 กรัม 12 กรัม

จากข้อมูลในตารางจะเห็นว่า กราโนล่ายี่ห้อ A จะมีไขมันและแคลอรี่ต่ำกว่า กราโนล่ายี่ห้อ B แต่มีคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลสูงกว่ามาก ในขณะที่กราโนล่ายี่ห้อ B มีไขมันและแคลอรี่สูง แต่โปรตีนและไฟเบอร์สูงขึ้นด้วย

โดยทั่วไปแล้วกราโนล่าที่มีผลไม้ตากแห้งหรือสารให้ความหวานจะมีน้ำตาลสูงกว่ากราโนล่าที่ไม่มีผลไม้ตากแห้ง ถั่วและเมล็ดพืชต่างๆจะให้โปรตีน และธัญพืชชนิดต่างๆจะให้ไฟเบอร์ ยิ่งมีธัญพืชปริมาณมากก็ยิ่งจะเพิ่มไฟเบอร์ให้กับกราโนล่ามากยิ่งขึ้นด้วย

คุณประโยชน์ของกราโนล่า

แม้ว่าจะมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับ กราโนล่า เพียงเล็กน้อย แต่ส่วนผสมทั่วไปเช่น ข้าวโอ๊ต เมล็ดแฟลกซ์เมล็ดเชีย อัลมอนด์ ถั่ว และธัญพืชชนิดต่างๆ ก็เป็นที่รู้กันว่าล้วนแล้วแต่มีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งสิ้น

กราโนล่าส่วนใหญ่อุดมไปด้วยโปรตีนและไฟเบอร์ซึ่งทั้งสองมีส่วนช่วยทำให้อิ่มท้อง โปรตีนยังส่งผลต่อระดับของฮอร์โมนซึ่งช่วยปรับระดับฮอร์โมนให้สมบูรณ์เช่น ghrelin และ GLP-1 ส่วนผสมที่ให้โปรตีนสูงในกราโนล่าจะได้จากถั่ว เช่น อัลมอนด์ วอลนัท เม็ดมะม่วงหิมพานต์, เมล็ดฟักทอง และงา เป็นต้น

นอกจากนี้อาหารที่มีกากใยสูงเช่นข้าวโอ๊ต ถั่วและเมล็ดธัญพืชจะช่วยชะลอการอยากอาหารคุณ โดยเพิ่มเวลาในการย่อยอาหารซึ่งจะช่วยให้คุณรู้สึกอิ่มนานขึ้น และอาจช่วยควบคุมความอยากอาหารได้อีกด้วย

กราโนล่า

คุณประโยชน์ด้านสุขภาพอื่น ๆ

  • กราโนล่าจะช่วยในเรื่องความดันโลหิต เพราะมีส่วนผสมที่มีเส้นใยสูง เช่นข้าวโอ๊ต ซึ่งมีคุณสมบัติในการช่วยลดความดันโลหิต
  • ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล เนื่องจากข้าวโอ๊ตเป็นแหล่งของเบต้ากลูแคนซึ่งเป็นใยอาหารชนิดหนึ่งที่ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลและ LDL (ไขมันไม่ดี) ทั้งหมดและช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ
  • ลดน้ำตาลในเลือด ธัญพืช ผลไม้แห้ง ถั่ว และเมล็ดพืช ช่วยลดและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่เป็นโรคอ้วนหรือโรคเบาหวาน
  • ปรับปรุงสุขภาพของลำไส้ มีการค้นพบว่ากราโนล่าช่วยเพิ่มระดับของแบคทีเรียดีในลำไส้ ทำให้ลำไส้ของเรามีสุขภาพดีเมื่อเทียบกับอาหารเช้าซีเรียล
  • มีสารต้านอนุมูลอิสระมากมาย ในส่วนผสม เช่น มะพร้าว เมล็ดเชีย และถั่วบราซิล อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยต้านการอักเสบ เช่นเดียวกับ gallic acid , quercetin, ซีลีเนียม และวิตามินอี
Posted on Leave a comment

โรคกรดไหลย้อนร้ายแรงหรือไม่

โรคกรดไหลย้อนร้ายแรงหรือไม่

ในบทความนี้จะขอแบ่งระยะโรคกรดไหลย้อนเป็น 3 ระยะซึ่งแต่ละระยะก็มีอาการหรือความรุนแรงที่แตกต่างกันและมีที่มาของสาเหตุอาการที่ต่างกันจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตในแต่ละวัน ระยะแรกหรือแล้วเบื้องต้น คือระยะที่กระเพาะอาหารเริ่มอ่อนแอลง อาการจะเห็นได้ทั่วไปเช่นมีลมในท้อง ทานอาหารแล้วรู้สึกแน่นๆแต่ก็ไม่ได้เป็นมาก รู้สึกแสบร้อนในกระเพาะอาหารเล็กๆน้อยๆ

เนื่องจากลมในกระเพาะอาหารเยอะในบางรายจะรู้สึกเสียดไปถึงด้านหลังได้และอาจปวดเมื่อยตามร่างกายเนื่องจากลมมันเข้าไปอยู่ตามกล้ามเนื้อส่วนต่างๆในร่างกาย วิธีแก้ไขง่ายๆก่อนที่จะไปรักษาด้วยยายาปฏิชีวนะต่างๆ อาจลองใช้สมุนไพรก่อนก็ได้ ลองทานกล้วยน้ำว้าดิบเพื่อรักษาแผลในกระเพาะอาหารก่อน อาจจะผสมน้ำผึ้งเพื่อให้ทานง่ายขึ้นก็ได้ก่อนอาหารเช้าและก่อนอาหารเย็นประมาณครึ่งชั่วโมงเพราะว่ายางของกล้วยน้ำว้าดิบจะช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหารหรือแผลในหลอดอาหารได้ ที่สำคัญอย่าทานข้าวแล้วดื่มน้ำตามไปด้วยบ่อยๆ ระยะสอง

ปัญหาในลำไส้ที่มีของเสียตกค้างมาก มีของเสียตกค้างมากในลำไส้เพราะกระบวนการย่อยไม่สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์ จนลำไส้ต้องสร้างจุลินทรีย์ตัวหนึ่งที่มีอยู่แล้วในลำไส้ขึ้นมามากขึ้น จนทำให้รู้สึกแน่นท้อง ผายลมบ่อย อาจมีอาการท้องผูก และบางรายอาจมีอาการหายใจไม่สะดวกร่วมด้วย การแก้ไขของโรคกรดไหลย้อนระยะที่สองก็คือการเอาของเสียในลำไส้ออก เช่น การทำดีท็อกแบบสวนลำไส้ หรือยาถ่ายแบบสามัญประจำบ้านก็ได้ และเมื่อขับของเสียในลำไส้ออกแล้วก็ควรหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิด เช่นนมวัว ของหวานๆ น้ำเย็น น้ำแข็ง หรือน้ำผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็น เช่น แตงโม น้ำมะพร้าว เป็นต้น ระยะที่สาม ระยะที่สารอาหารในเลือดน้อยลง เนื่องจากกระบวนการย่อยที่ไม่ดีเป็นเวลานานและมีอุจจาระที่ตกค้างในลำไส้ต้นทำให้สารอาหารในเลือดน้อยลงระยะนี้จะถึงจำทานข้าวให้ตรงเวลาหรือทานสมุนไพรเล็กๆน้อยๆอาจจะไม่เพียงพอแล้ว

อาการของโรคกรดไหลย้อนระยะนี้คือจะรู้สึกจุกที่คอแสบคอ มีกลิ่นปากง่าย รู้สึกปากแห้ง มึนหัวบ่อย อ่อนเพลียระหว่างวันเนื่องจากหลับไม่ลึก อาจสะดุ้งตื่นในตอนกลางคืนหรือรู้สึกแน่นท้องตลอด มีอาการแสบคอหรือหลายๆคนอาจปัสสาวะบ่อยด้วย วิธีแก้ไขกล้องทานอะไรที่บำรุงเลือด เช่น อาจทานโสมในตอนเช้าก่อนอาหารและทานสมุนไพรที่ช่วยเรียกน้ำย่อยก่อนอาหารมื้อเที่ยงและมื้อเย็น เช่นขมิ้นชัน และต้องขับถ่ายของเสียในลำไส้ออกด้วยที่สำคัญเรื่องความเครียดก็มีส่วน เวลาทานอาหารไม่ควรทำกิจกรรมอย่างอื่นไปด้วย

Posted on Leave a comment

กล้วยดิบช่วยลดน้ำหนัก ได้อย่างไร?

กล้วยดิบช่วยลดน้ำหนัก

ทำไมรับประทานกล้วยดิบแล้วช่วยลดน้ำหนัก วันนี้ N Health Fruits มีข้อมูลดีๆมาบอกต่อ ในกล้วยดิบนั้นประกอบไปด้วยแป้งที่เป็นองค์ประกอบหลักซึ่งแป้งชนิดนี้คือ แป้งทนการย่อย หรือ Resistant Starch ประโยชน์ของแป้งชนิดนี้มีมากมายที่คุณจะต้องประหลาดใจเลยทีเดียว ในบทความนี้เราจะมาพูดถึงในส่วนการทำงานของแป้งชนิดนี้ว่าช่วยลดน้ำหนักอย่างไร ซึ่ง แป้งทนการย่อย มีอยู่ 4 ประเภทด้วยกัน ในกล้วยดิบนั้นเป็นประเภทที่ (RS2) เป็นแป้งที่มีอะไมโลสสูง ทนการย่อยเนื่องจากแป้งทนต่อการทำงานของเอมไซม์ แป้งชนิดนี้จะไม่ถูกย่อยและไม่ดูดซึมในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก แต่จะสามารถผ่านเข้าไปถึงลำไส้ใหญ่ได้ และไปกระตุ้นการเติบโตของจุลินทรีย์ที่เรียกว่า โพรไบโอติก (Probiotics) ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่มีชีวิต และมีประโยชน์ต่อลำไส้ใหญ่หรือต่อร่างกาย

อาหารที่มีแป้งทนการย่อยสูงจะมีค่า Glycemic Index (GI) หรือ ดัชนีน้ำตาล ต่ำ ช่วยให้ระดับน้ำตาลไหลเข้าสู่กระแสเลือดช้า และสม่ำเสมอ ทำให้ระดับน้ำตาลอยู่ในระดับปกติ เพิ่มความรู้สึกอิ่มและลดความอยากอาหาร ช่วยลดไขมันในเลือด ควบคุมคอเลสเตอรอล ลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน และโรคหัวใจได้

ดังนั้น การที่เราน้ำหนักลดลงเป็นเพราะความอยากอาหารที่ลดลง ทานอาหารที่น้อยลง เป็นการลดน้ำหนักโดยธรรมชาติซึ่งจะปลอดภัยกว่าการที่เราลดน้ำหนักที่ผิดวิธี เช่น การอดอาหาร ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกายเพราะจะทำให้ได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอได้ กล้วยดิบจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักโดยธรรมชาติ ปลอดภัย แถมได้ประโยชน์ต่อร่างกาย

Posted on Leave a comment

รู้หรือไม่กล้วยดิบยังนำมาเป็นส่วนประกอบของขนมได้อีกด้วย

รู้หรือไม่กล้วยดิบยังนำมาเป็นส่วนประกอบของขนมได้อีกด้วย

กล้วยดิบ นอกจะนำมาชงกับน้ำอุ่นทานแล้ว

เราสามารถนำผงกล้วยดิบนั้นมาทำเป็นแป้งในขนมได้ ผงกล้วยดิบ หรือ แป้งกล้วยดิบ ยังมีประโยชน์สูงกว่าแป้งสาลีอีกด้วย การนำ แป้งกล้วย มาทำขนมนั้นยังไม่เป็นที่นิยมกันมากนัก เนื่องจากผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังไม่ทราบถึงประโยชน์อันมากมายของกล้วยดิบ และยังคิดว่าการทานกล้วยดิบก็เหมือนการทานกล้วยสุก แต่หารู้ไม่ ว่ากล้วยดิบนั้นมีคุณสมบัติที่แตกต่างจากกล้วยสุกหลายข้อเหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น ในกล้วยดิบมีสารแทนนินที่เป็นตัวทำให้กล้วยดิบมียางเหนียวๆ สารตัวนี้ช่วยรักษาและป้องกันโรคกระเพาะอาหาร กล้วยดิบช่วยรักษากรดไหลย้อน ช่วยเรื่องโรคเบาหวานและอีกมากมายคนสมัยก่อนจึงนิยมนำมาทานรักษาโรค และประกอบกับงานวิจัยหลายๆฉบับที่พิสูจน์แล้วว่ากล้วยดิบรักษาโรคได้จริง ดังนั้นผู้บริโภคก็สามรถทานผงกล้วยดิบได้โดยไม่ต้องกังวลถึงผลเสียต่อร่างกาย

และอย่างที่เราได้บอกไปแล้วว่ากล้วยดิบนั้นมีประโยชน์ที่หลากหลายมากกว่าที่คุณคิดไว้ เพราะนอกจากจะนำมากินแบบสดๆหรือชงแบบผงทานกับน้ำอุ่นทานแล้ว กล้วยดิบยังนำมาทำอาหารหรือขนมได้อีกด้วย เพียงนำผงกล้วยดิบมาใช้แทนแป้งในขนมเท่านี้คุณก็จะได้ทานขนมที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ แถมไม่อ้วนอีกต่างหาก
รู้อย่างนี้แล้ว อย่าลืมหากล้วยดิบมาทานเพื่อประโยชน์ต่อคุณเองและคนที่คุณรักนะคะ
กราโนล่า กล้วยดิบ Healthfruits

กราโนล่า

Posted on Leave a comment

ผงกล้วยน้ำว้าดิบ

ผงกล้วยดิบ

ผงกล้วยดิบ

ผงกล้วยน้ำว้าดิบ Healthfruits

          โดยปกตินั้นผลไม้ที่เรียกว่ากล้วยก็มีสรรพคุณที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอยู่แล้ว แต่ทราบหรือไม่ว่ากล้วยน้ำว้าดิบนั้นมีสรรพคุณที่มากกว่ากล้วยสุกซะอีก คนโบราณมีการนำมาทำเป็นยารักษาโรคกระเพาะสื่อแก้ท้องเสียได้มาอย่างช้านานแล้ว

          จากงานวิจัยในปัจจุบันจึงทราบด้วยว่ากล้วยดิบช่วยกระตุ้นเซลล์เนื้อเยื่อบุกระเพาะอาหารได้อย่างดีทำให้หลั่งสาร เซโรโทนินออกมาเพื่อช่วยในการเคลือบกระเพาะเราได้และหลั่งสารเซโรโทนินเพื่อช่วยในการหลั่งของน้ําย่อยในกระเพาะอาหาร และอีกทั้งกล้วยดิบนั้นยังมีสารแทนนินที่ช่วยในการรักษาอาการท้องเสียได้

          กล้วยดิบนั้นยังช่วยลดความดันโลหิตที่มีสภาวะเป็นพิษในร่างกายได้และลดไขมันในเลือด ช่วยในเรื่องของกรดไหลย้อนได้ และช่วยในการกระหายน้ำได้อย่างดี แต่ด้วยกล้วยดิบเป็นผลไม้ที่รับประทานได้ยากเพราะมีรสชาติที่ฝาด มียางเยอะจึงนำมาทำเป็นผงเพื่อให้รับประทานได้ง่าย ผงกล้วยน้ำว้าดิบ Healthfruits

Posted on Leave a comment

ป้องกันไขมันในเลือดสูงด้วยกล้วยดิบ

ผงกล้วยดิบ

ภาวะไขมันในเลือดสูง เป็นภาวะที่มีไขมันในเลือดมากกว่าปกติและไขมันที่สูง


นั้นอาจเป็นโคเลสเตอรอลหรือไตรกลีเซอไรด์ ภาวะไขมันในเลือดสูง เรียกว่าHyperlipidemia  ซึ่งเป็นปัจจัยที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด เส้นเลือดตีบอุดตัน เลือดไหลไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ของร่างกายไม่เพียงพอ และเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

สาเหตุของภาวะไขมันในเลือดสูงเกิดจาก?

  • ใช้ยาบางชนิดหรือโรคบางอย่าง เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาคุมกำเนิด โรคเบาหวาน โรคต่อมไทรอยด์  โรคไต เป็นต้น
  • ความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ ทำให้ร่างกายเผาพลาญ ทำลายไขมันลดลง
  • ทานอาหารไม่ถูกหลัก

-อาหารที่มีไขมันมาก เช่น กระทิ ถเนื้อสัตว์ที่มีไขมันสูง

-รับประทานอาหารที่มีน้ำตาลมาก

-รับประทานอาหารเกินความต้องการต่อร่างกาย

  • การดื่มเหล้า ก็ส่งผลต่อสภาวะไขมันเลือดสูง ดื่มเป็นจำนวนที่มากๆ เกินไปเป็นประจำ

กล้วยดิบมีเส้นใยชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า “เฮมิเซลลูโลส” และ “นิวตรอลดีเทอร์เจนต์” ซึ่งร่างกายไม่สามารถย่อยได้ ตัวเส้นใยนี้มีคุณสมบัติในการดูดซึมไขมันและคอเลสเตอรอลให้ออกมากับอุจจาระ ทำให้ร่างกายดูดซึมคอเลสเตอรอลน้อยลง เลยทำให้ปริมาณไขมันในเลือดลดลง

Posted on Leave a comment

กล้วยดิบสมุนไพรรักษาเบาหวาน

กล้วยดิบสมุนไพรรักษาเบาหวาน

เบาหวานเกิดจากการที่น้ำตาลในกระแสเลือดมีค่าสูงเกินไป เนื่องจากในร่างกายของคนเรานั้นผลิตสารอินซูลินไม่เพียงพอ เพราะสารอินซูลินนั้นเป็นตัวที่นำน้ำตาลเข้าไปสู่กระแสเลือดเพื่อให้ร่างกายใช้พลังงานต่อไปถ้าหากสารอินซูลินไม่เพียงพอก็จะทำให้น้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดที่มากเกินไปทำให้เกิดภาวะระดับน้ำตาลในเลือดสูง

กล้วยดิบจะช่วยรักษาโรคเบาหวานได้อย่างไร

ในกล้วยดิบนั้นจะมีสารชนิดหนึ่งที่เรียกว่าสารแทนนินซึ่งสารตัวนี้จะมีคุณสมบัติที่ทำให้กล้วยมีรสฝาด การทำงานของสารตัวนี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะเข้าไปช่วยกระตุ้นให้ร่างกายผลิตสารอินซูลิน และจะเข้าไปช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ของผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน

foodhealthfruits.com

Posted on Leave a comment

วิธีรักษาโรคกระเพาะ

        โรคกระเพาะอักเสบเป็นชื่อสามัญสำหรับทุกชนิดของการอักเสบของเยื่อบุด้านในของกระเพาะอาหารซึ่งเป็นที่รู้จักกันเป็นเยื่อเมือก เป็นลักษณะโรคในกระเพาะอาหารอย่างรุนแรงเช่นตะคริวในท้องท้องร่วงและท้องผูกและแม้แต่เลือดกับอุจจาระ
        มีวิธีรักษาโรคกระเพาะหลายสาเหตุ สาเหตุของการโรคกระเพาะ อาหารเป็นพิษอาจทำให้เกิดกระเพาะอักเสบและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาเช่นแอสไพรินและสเตียรอยด์ การแพ้อาหารบางชนิดอาจทำให้เกิดกระเพาะ สาเหตุเฉียงสำหรับโรคกระเพาะเป็นเพราะของเหลวการผ่าตัดที่สำคัญบางอย่างไหม้รุนแรงหรือได้รับบาดเจ็บ ปัจจุบันการติดเชื้อ Helicobacter pylori ถือเป็นสาเหตุสำคัญของโรคกระเพาะ

สมุนไพรที่เป็นประโยชน์ในการวิธีรักษาโรคกระเพาะ

– หน่อไม้ฝรั่ง (Asparagus racemosa) หน่อไม้ฝรั่งเป็นที่รู้กันดีว่าเป็นยาแก้กระสับกระสับ จะช่วยลดไฟในกระเพาะอาหาร รากของหน่อไม้ฝรั่งมีประสิทธิภาพในการลดความสามารถในการกินอาหารได้มากกว่าระบบทางเดินอาหาร

– Chamomile ขม (Matricaria chamomilla) ชาของดอกคาโมไมล์ที่ขมมีประสิทธิภาพในการบรรเทาโรคกระเพาะที่เกิดจากความตึงเครียดและความวิตกกังวลซึ่งเป็นวิธีรักษาโรคกระเพาะ

– กระวาน (Elattaria cardamomum) กระวานมีฤทธิ์ผ่อนคลายต่อกระเพาะอาหาร เป็นประโยชน์อย่างยิ่งหากโรคกระเพาะทำให้เกิดอาการเสียดท้อง

– ยี่หร่า (Fenneliculum vulgare) ยี่หร่าใช้เป็นระบบทางเดินอาหารแบบดั้งเดิมโดยชาวอินเดียนแดง หลังจากรับประทานอาหารแต่ละครั้งมีประเพณีการเคี้ยวเมล็ดยี่หร่า ยี่หร่าช่วยบรรเทากระเพาะอาหารการย่อยอาหารช่วยลดอาการท้องอืดและช่วยลดความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร

ขิง (Zingiber officinale) สารสกัดจากขิงมีประสิทธิภาพในการรักษาภาวะที่ไม่สม่ำเสมอของกรดที่เกี่ยวข้องกับโรคกระเพาะ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ที่กินอาหารที่ไม่ใช่อาหารมังสวิรัติมากขึ้น

มะเฟืองอินเดีย (Emblica officinalis) ผลมะยมของอินเดียหรือ amla เป็นประโยชน์อย่างมากในการวิธีรักษาโรคกระเพาะอาหารหลายชนิดรวมถึงโรคกระเพาะ โรคทางเดินอาหารอื่น ๆ จะใช้สำหรับอาการอาหารไม่ย่อย, แสบร้อน, อาการเบื่ออาหาร, อาเจียนและตกเลือด

– ชะเอม (Glycyrrhiza glabra) รากของชะเอมสามารถบรรเทาการอักเสบและการบาดเจ็บที่กระเพาะอาหาร เป็นที่รู้จักกันเพื่อลดการแพร่กระจายของ Helicobacter pylori

Rhubarb (Rheum emodi) ราบับเป็นตัวแทนที่ไม่รุนแรง ดังนั้นจึงมีประสิทธิภาพในการวิธีรักษาโรคกระเพาะในเด็ก สามารถลดความเป็นกรดในกระเพาะอาหารได้

– ไม้จันทน์ (Santalum album) ไม้จันทน์ช่วยในโรคกระเพาะเนื่องจากมีคุณสมบัติในการทำความเย็น สามารถบรรเทาอาการกล้ามเนื้อท้องอักเสบจากโรคกระเพาะ

การรับประทานอาหารสำหรับโรคกระเพาะ

จำเป็นต้องมีระบบการรับประทานอาหารอย่างระมัดระวังในกรณีที่เป็นโรคกระเพาะ ต้องระบุประเด็นต่อไปนี้

– เฉพาะข้าวที่ใช้เป็นเวลา 1 ปี ข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์เป็นประโยชน์

– ผักฟักทองขาวมะระมะระแตงกวากล้วยไม้สีเขียวและกล้วยหอมมีประสิทธิภาพ

– นมวัวเป็นที่นิยมของนมบัฟฟาโล

– ผู้ที่ทุกข์ทรมานจากโรคกระเพาะต้องไม่สับสนกับกระเพาะอาหารประเภทต่างๆในเวลาเดียวกัน เป็นประโยชน์ถ้าคนที่อยู่ในอาหารเดียว คนจะต้องเป็นคนที่กินนมหรือทานข้าวแก่

– วิตามินซีมีความสามารถในการดูดซึมธาตุเหล็กและเกลือแคลเซียมในร่างกาย นี้ช่วยลดกระบวนการทางเดินอาหาร ดังนั้นอาหารจะต้องอุดมไปด้วยวิตามินซีอาหารที่มีวิตามินซีเป็นปริมาณที่ดีคือแอมลาสส้ม ฯลฯ

– หลีกเลี่ยงรสชาติที่เผ็ดและเปรี้ยว แม้ช็อคโกแลตชาและกาแฟจะต้องหลีกเลี่ยงเพราะสามารถเพิ่มเนื้อหาที่เป็นกรดในกระเพาะอาหารได้

– คนที่ไม่ควรรับประทานกระเพาะอาหารเป็นคนโง่ ในโรคกระเพาะจะดีกว่าที่จะกินในแต่ละครั้งเพื่อให้กระเพาะอาหารได้รับเวลาที่เหมาะสมที่จะแยกแยะอาหาร

– งาและงาต้องหลีกเลี่ยง

– ควรจะหยุดการดื่มแอลกอฮอล์ทั้งหมด

ยาประจำภายในบ้าน

– ใช้หนึ่งช้อนชาผงรากชะเอมและผสมกับเนยใสบริสุทธิ์และน้ำผึ้ง รับประทานวันละสองครั้งในขณะท้องว่าง

– มีกล้วยหรือผงกล้วยหนึ่งผสมดื่มกับน้ำอุ่นตอนเช้า หรือก่อนอาหาร หรือผสมด้วยด้วยนม ซึ่งกล้วยมีคุณสมบัติช่วยในทางเดินอาหารของลำไส้ทำงานได้ง่ายขึ้น และการทานก่อนอาหารจะช่วยเคลือบกระเพาะ ช่วยลดความเป็นกรดในกระเพาะอาหารได้อย่างดี

– บีบน้ำส้มสายชูและใส่เมล็ดยี่หร่าคั่วลงไป มีนี้กับเกลือบางอย่างในนั้น ช่วยบรรเทาอาการกระเพาะอาหารได้ดี

Posted on Leave a comment

แผลในกระเพาะอาหาร

แผลในกระเพาะอาหาร แผลในกระเพาะ เป็นภาวะที่พบได้ทั่วไปซึ่งมีประมาณ 10% ของประชากรในสหรัฐอเมริกา แม้ว่าโรคเหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดจากการบริโภคอาหารรสเผ็ดและจากความเครียด นักวิจัยและแพทย์ได้ตัดสินว่าสาเหตุที่พบมากที่สุดของแผลในกระเพาะอาหารคือแบคทีเรียที่เรียกว่า Helicobacter pylori หรือ H. pylori

อาการเหล่านี้อาจได้รับการรักษาเป็นครั้งคราวโดยไม่ได้รับการรักษาจริงจัง แต่อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงและบุคคลที่สงสัยว่าเป็นแผลควรได้รับการประเมินทางการแพทย์เพื่อการวินิจฉัยที่เหมาะสม

ประเภทและอาการของแผลในกระเพาะอาหาร

       มีสามประเภทของแผลในกระเพาะอาหารที่สามารถวินิจฉัยได้ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของแผล แผลในกระเพาะอาหารที่เกิดขึ้นในกระเพาะอาหารเรียกว่าแผลในกระเพาะอาหาร แผลที่ลำไส้เล็กส่วนต้นเป็นแผลในกระเพาะอาหารที่เกิดขึ้นในตอนต้นของลำไส้เล็กส่วนต้นหรือลำไส้เล็ก เมื่อเกิดแผลในหลอดอาหารและโดยปกติจะอยู่ในบริเวณหลอดอาหาร อาการที่พบบ่อยที่สุดที่เกี่ยวข้องกับแผลในกระเพาะอาหารทุกชนิดคือการปวดเนื่องจากกรดในกระเพาะอาหารที่มาสัมผัสกับแผลและรู้สึกได้จากบริเวณสะดือไปยังอกหรือกระดูกอก

       อาการปวดนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่นาทีหรือมันจะเกิดขึ้นเป็นเวลาหลายชั่วโมงและอาจเลวร้ายเมื่อท้องของคุณว่าง คุณสามารถลดอาการปวดชั่วคราวโดยการกินอาหารบางชนิดที่ดูดซึมกรดในกระเพาะอาหารหรือโดยใช้ยาลดกรดซึ่งจะช่วยลดระดับกรดในกระเพาะอาหาร

       อาการปวดแผลในกระเพาะอาหารมักจะเลวร้ายในเวลากลางคืน บางครั้งความเจ็บปวดจะหายหลายวันหรือหรือหลายสัปดาห์แล้วอาการอาจจะกลับมา ในกรณีที่รุนแรงอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนมีเลือดออกและปรากฏในอุจจาระและอาเจียน ความยากอาหารที่เปลี่ยนไปหรือน้ำหนักลดโดยไมทราบสาเหตุอาจเป็นอาการของแผลในกระเพาะอาหาร

สาเหตุที่พบบ่อยของแผลในกระเพาะอาหาร

สาเหตุที่พบมากที่สุดของโรคแผลในกระเพาะอาหาร ได้แก่ Helicobacter pylori หรือ H. pylori Helicobacter pylori เป็นโรคติดต่อทางเดินอาหารที่พบได้บ่อยๆเนื่องจากในสหรัฐอเมริกามีทุก 5 คน ของ 30-50% ของคนที่มีอายุเกิน 60 ปี

H. pylori พบอยู่ในชั้นเมือกของกระเพาะอาหารและลำไส้ซึ่งมันสามารถมีชีวิตอยู่และขยายเพิ่มขึ้นแต่จะมีผลต่อชั้นเมือก อย่างไรก็ตาม มันก็อาจจะส่งผลต่อชั้นเมือกและเยื่อบุในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กกลายมาเป็นเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดแผลได้

Helicobacter pylori โดยปกติจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดแผล แต่มีสาเหตุอื่นหรือโรคที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตซึ่งอาจทำให้เกิดได้ เช่น การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนักและการสูบบุหรี่ ซึ่งเป็นที่รู้ดีว่าเป็นตัวที่ทำให้เกิดการพัฒนาไปเป็นแผลเช่นเดียวกับความเครียดทางอารมณ์

โดยเฉพาะอย่างการซื้อยามาทานเองหรือกลุ่มยาพวกเป็นบรรเทาอาการปวดที่เรียกว่า NSAIDs หรือ Nosteroidal ยาต้านการอักเสบที่ผิวด้านในของกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กอักเสบหรือระคายเคืองสามารถก่อให้เกิดการพัฒนาของแผลในกระเพาะอาหาร

หากคุณมีอาหารเหล่านี้ควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยและอย่าพยายามรักษาโดยตัวเองเช่นกินยาที่ซื้อมาทานเองหรือยาตามเคาเตอร์มันจะช่วยให้คุณบรรเทาอาการเพียงชั่วคร่าว แผลบางชนิดอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงเมื่อไม่ได้รับการรักษา