Posted on Leave a comment

5 พืชสมุนไพรช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหาร

รักษาโรคกระเพาะอาหาร อาการโรคกระเพาะอาหารหากใครกำลังประสบปัญหาอยู่คงทราบดีว่ามันทรมานแค่ไหน สาเหตุของโรคก็มีหลายสาเหตุ เช่น การติดเชื้อแบคทีเรีย การหลั่งกรดที่มากเกินไป การทานอาหารไม่ตรงเวลา ทานอาหารที่มีรสจัด หรือทานเครื่องดื่มแอลกอฮอร์ หรือแม้กระทั่งการทานยาแก้ปวด เป็นต้น การทานยาจึงเป็นทางเลือกที่หลายๆท่านทำประจำ แต่รู้หรือไม่ว่าเราสามารถทานพืชผัก ผลไม้เพื่อรักษาอาการดังกล่าวได้ แถมได้ประโยชน์ต่อร่างกายในเรื่องอื่นอีกด้วย ไปดูกันดีกว่าว่ามีพืชชนิดไหนบ้างที่ช่วยรักษาอาการโรคกระเพาะ

1. กล้วยดิบ

รู้หรือไม่ว่าการทานกล้วยดิบนั้นจะช่วยรักษาโรคกระเพาะของเราได้เนื่องจากกล้วยดิบมีกลุ่มสารที่เรียกว่า แทนนิน ที่เข้าช่วยยับยั้งการเกิดแบตทีเรียในกระเพาะอาหาร และยังมี เซโรนิน ที่ไปกระตุ้นสารมาเคลือบกระเพาะอาหาร กล้วยดิบจึงทำหน้าที่ทั้งป้องกันและช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหารอีกด้วย
ประโยชน์ของกล้วยดิบ นอกจากนั้นกล้วยดิบยังช่วยสำหรับผู้ที่เป็นกรดไหลย้อนอีกด้วยเพราะว่ากล้วยดิบจะทำให้กระเพาะอาหารหลั่งสารที่ไม่มากจนเกินไป ทำให้ผู้ป่วยที่เป็นกรดไหลย้อนอาการดีขึ้น นอกจากนั้นในตัวกล้วยดิบยังมีไฟเบอร์สูงช่วยเรื่องระบบขับถ่ายอีกด้วย พร้อมทั้งเหมาะกับผู่ป่วยเบาหวานเพราะกล้วยดิบจะเข้าไปช่วยควบคุมน้ำตาลให้เข้าสู่กระแสเดือดที่เหมาะสม และช่วยเรื่องอาการท้องเสียหากใครเกิดอาการท้องเสียสามารถทานผงกล้วยเพื่อยับยั้งอาการท้องเสียได้

2. กระเจี๊ยบเขียว

สารในกระเจี๊ยบเขียวนั้นจะช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหารได้เพียงทานกระเจี๊ยบเขียวหลังอาหารวันละ 3-4 เวลา และมีผลการวิจัยว่าตัวกระเจี๊ยบเขียวนั้นช่วยยับยั้บเชื้อ H.pylory ได้
ประโยชน์ของกระเจี๊ยบเขียว กระเจี๊ยบเขียวช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้อีกด้วย แถมยังเหมาะกับผู้ป่วยเบาหวาน หากใครที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบขับถ่ายตัวเมือกในกระเจี๊ยบเขียวยังช่วยเรื่องขับถ่ายเพราะจะทำให้กก้อนอุจจาระอ่อนตัว ขับถ่านได้ง่าย และมีสารโฟเลตสูงช่วยสร้างเม็ดเลือดแดงเหมาะกับสตรีมีครรภ์

3.ขมิ้นชัน

เป็นสมุนไพรอีกตัวที่ช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหารการทานนั้นก็สามารถหาทานได้ง่ายไม่ว่าจะเป็นแบบผงหรือแคปซูล แต่ข้อระวังการทานขมิ้นชันนั้น บางคนอาจจะมีอาการแพ้ได้ เช่น รู้สึกปวดหัว คลื่นไส้ นอนไม่หลับ ควรหยุดรับประทานทันที
ประโยชน์ขมิ้นชัน ช่วยลดคอเลสเตอรอลในร่างกาย และขับถ่ายพิษออก เหมาะสำหรับคุณแม่หลังคลอดเพราะจะช่วยขับน้ำนมออกมา ช่วยลดอาการของโรคเกาต์

4.ว่านหางจระเข้

ว่านหางจระเข้จะมีเมือกวุ้นที่เข้าไปช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหารได้ซึ่งเรียกสารตัวนี้ว่า สารอะลอกติน (Aloctin) ซึ่งจะช่วยลดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย การทานให้ช่วงท้องว่างๆจะทำให้ตัวว่านหางได้เข้าไปเคลือยบกระเพาะโดยตรง
ประโยชน์ว่านหาง ว่านหางจระเข้นั้นมีสรรพคุณทั้งทางยาและประโยชน์มากมาย ช่วยทำให้ผิวลดการอักเสบที่เกิดจาการโดนแดดมากเกินไป ฆ่าเชื้อโรค และรักษาแผลที่เกิดจากการอักเสบเช่น แผลโดนไฟไหม้ น้ำร้อนลวก และด้วยสรรพคุณของตัวสารอะโลอิน ทำให้ยังสามารถรักษาในแผลสดได้ซึ่งจะทำให้กระตุ้นทำให้เกิดเนื้อเยื้อใหม่และทำให้แผลหายเร็ว และสรรพคุณอีกมากมายก็ว่าได้

5.หัวปลี

หัวปลีนั้นหลายๆคนอาจจะรู้จักดีในด้านการให้นมบุตร แต่รู้หรือไม่ว่าหัวปลีนั้นยังเหมาะกับผู้ที่เป็นโรคกระเพาะอาหารที่มีอาการเรื้อรังมานานหรือเป็นหนักก็ว่าได้ การรับประทานนั้นเพียงนำหัวปลีไปเผาและบีบเอาน้ำสดออกมาครั้งแวทานต่อเนื่อง 3-4 วันอาการจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ประโยชน์หัวปลี ลดระดับน้ำตาลในเลือดและบำรุงเลือด พร้อมยังลดการอักเสบในร่างกาย สารสกัดจากหัวปลีมีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่ค่อนข้างมาก และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันเซลล์ถูกทำลาย ป้องกันการอักเสบในร่างกายได้

Posted on Leave a comment

ปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคกระเพาะ

โรคกระเพาะ เป็นโรคที่สามารถพบได้บ่อย ประมาณว่าคนทั่วไปมีโอกาสเป็นโรคกระเพาะในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต โดยการเกิดแผลในกระเพาะมักจะพบในวัยกลางคน ในขณะที่การเกิดแผลที่ลำไส้เล็กส่วนต้นจะพบในวัยหนุ่มสาว อย่างไรก็ตามการเกิดแผลในกระเพาะอาหารหรือแผลที่ลำไส้เล็กส่วนต้นสามารถเกิดขึ้นได้ในคนทุกเพศและทุกวัย

สาเหตุการเกิดโรคกระเพาะ

เกิดจากการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารมากเกินไป งทำให้เกิดแผลขึ้น และพบว่าปัจจุบันก็ยังมีปัยจัยเสริมอื่นๆที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะได้อีก  ได้แก่

การติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobactor Pylori)

 ซึ่งเป็นแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่ติดต่อโดยการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อจากอุจจาระของผู้ที่ติดเชื้อ เชื้อนี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะเข้าไปฝังตัวอยู่ใต้เยื่อบุกระเพาะ ผนังกระเพาะจึงอ่อนแอลงและมีความทนต่อกรดลดลง ทำให้กระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นเกิดแผลได้ง่าย แผลหายช้า และเกิดแผลซ้ำได้อีก

รับประทานสิ่งที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อกระเพาะและลำไส้

เช่น ดื่มชา กาแฟ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม และการรับประทานยาบางชนิด เช่น ยาแก้ปวดจำพวกแอสไพริน ยารักษาโรคกระดูกและข้ออักเสบ ยาชุดหรือยาที่มีสเตียรอยด์ เป็นต้น

การรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง

เช่น การรับประทานอาหารอย่างเร่งรีบ รับประทานไม่เป็นเวลาหรืออดอาหารบางมื้อ เป็นต้น

การสูบบุหรี่

ก็สามารถเพิ่มโอกาสของการเป็นแผลที่ลำไส้เล็กส่วนต้นได้เช่นกัน

อาการอื่นๆ

เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล คิดมาก นอนไม่หลับ เครียด อารมณ์หงุดหงิด พักผ่อนไม่เพียงพอ เป็นต้น

การดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคกระเพาะ

  1. รับประทานอาหารให้ตรงเวลา เพื่องป้องการการเกิดโรคกระเพาะ
  2. รับประทานอาหารอ่อนที่สามารถย่อยได้ง่าย และควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียด
  3. ควรหลีกเลี่ยงสิ่งระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร เช่น ยาชุด ยาแก้ปวดข้อ ยาแก้ปวดแอสไพริน ยาที่มีสเตียรอยด์ น้ำอัดลม อาหารรสจัด เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อาหารหรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ช็อคโกแลต ชา กาแฟ เป็นต้น
  4. งดการสูบบุหรี่ จะช่วยลดโอกาสในการเกิดโรคกระเพาะ
  5. อาหารที่รับประทานในแต่ละมื้อไม่ควรมีปริมาณมากหรือน้อยเกินไป
  6. ถ้าเกิดความเครียด พยายามลดความเครียด ด้วยการดูหนัง ฟังเพลง ทำสมาธิ การฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เป็นต้น
  7. หมั่นออกกำลังกาย
  8. รับประทานยาลดกรด ที่เป็นยาน้ำ 1 – 2 ช้อนโต๊ะ หรือยาเม็ด 1 – 2 เม็ด (เคี้ยวก่อนกลืน) วันละ 4 ครั้ง เช้า กลางวัน เย็นหลังอาหาร 1 ชั่วโมง และก่อนนอน ในกรณีที่มีอาการปวดท้องก่อนเวลายาสามารถรับประทานเพิ่มได้และควรรับประทานยาติดต่อกันนานอย่างน้อย 4 – 8 สัปดาห์
  9. ในกรณีที่รับประทานยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น ควรไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยที่แน่นอน และรับประทานยาตามที่แพทย์แนะนำอย่างสม่ำเสมอ
Posted on Leave a comment

การปวดท้องสามารถแก้ได้ด้วยผงกล้วยดิบ 

การปวดท้องที่เกิดจากโรคกระเพาะหรือการเป็นกรดไหลย้อนท้องเสียต่างๆนั้นสามารถแก้ได้ด้วยผงกล้วยดิบ

อาการปวดท้องแสบท้องที่เกิดจากโรคกระเพาะนั้นหรือแม้แต่กรดไหลย้อนท้องร่วงซึ่งปัญหาเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ด้วยผงกล้วยดิบ ลักษณะต่างๆของโรคกระเพาะ โรคกรดไหล มีลักษณะอาการที่คล้ายคลึงกันมาก

การรับประทานอาหารเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิต เราไม่ควรมองข้ามถึงอาหารที่เราต้องรับประทานเข้าไป อาหารต่างๆที่เรารับประทานเข้าสู่ร่างกายนั้น ได้ให้ประโยชน์อะไรกับเราบ้าง หรือก่อให้เกิดผลเสียอย่างไร และภูมิปัญญาไทยจากอดีตที่ได้มีการนำกล้วยดิบมาทำเป็นผงกล้วยดิบเพื่อช่วยรักษาสุขภาพท้องต่างๆ หรือ ระบบต่างๆที่ทำหน้าที่ในการย่อยอาหาร การไหลเวียนหลอดอาหารไหลผ่านได้ดี ส่งผลดีต่อร่างกายอีกด้วย

หากระบบที่ทำหน้าที่ย่อยอาหาร และระบบขับถ่ายไม่ดีกระจกกดอาการออกทางผิวหนังเช่นอาการที่มีผืนขึ้นผื่นแพ้รู้สึกคัน ตัวร้อนหรือเป็นไข้เป็นต้น

แล้วเราจะมีวิธีการดูแล อย่างไร

อย่างที่ได้บอกไปข้างต้นนั้น ควรให้ความสำคัญในการรับประทานอาหาร และในสมัยก่อน แพทย์แผนไทยได้มีการนำกล้วยดิบที่มีคุณประโยชน์ต่างๆต่อร่างกาย โดยเฉพาะระบบภายในลำไส้ หากพูดถึงกล้วยดิบ หลายคนคงสงสัยว่ากล้วยดิบจะรับประทานได้อย่างไร จึงมีการนำแนวทางการบดกล้วยดิบให้เป็นผงละเอียดๆเล็กๆ เพื่อให้ง่ายต่อการทาน แสมด้วยน้ำอุ่นในปริมาณ ¼ คลนเข้าด้วยกันให้เป็นเนื้อเดียวกันและดื่ม หรือจะทานแบบผงกล้วยดิบไปเลยก็ได้โดยคลุกผสมด้วยน้ำลายกลืนลงคอไป จะช่วยให้หลอดทางเดินอาหารไหลผ่านได้ง่าย และช่วยให้ระดับน้ำตาลไหลเข้าสู่เส้นเลือดในปกติ มีเอนไซม์ต่างๆเข้าสู่ลำไส้เล็ก ช่วยในเรื่องการเผาผลาญ ดูดซึมได้ดี

#ผงกล้วยดิบ #กล้วยดิบHealthfruits

Posted on

โยคะสำหรับโรคกระเพาะ

โยคะสำหรับโรคกระเพาะ – ปัญหากระเพาะอาหาร

โยคะเป็นการออกกำลังกายที่ทรงพลังสำหรับทั้งร่างกายและจิตใจของคุณ โยคะผสมผสานกิจกรรมทางร่างกายจิตใจและจิตวิญญาณเพื่อทำให้จิตใจสงบ การฝึกโยคะสามารถช่วยบรรเทาความเครียดได้ และรู้หรือไม่ว่าโยคะก็มีท่ามี่ช่วยปรับปรุงระบบย่อยอาหารและความสมดุลของฮอร์โมนได้ด้วย และนี่จะเป็นท่าโยคะที่ดีที่สุดที่จะเอาชนะปัญหาโรคกระเพาะอาหารของคุณ ซึ่งสามารถฝึกโยคะเหล่านี้ได้ดังนี้

1. ท่าคลายลม (ตะวันสวรรค์)

ท่านี้ก่อให้เกิดการผ่อนคลายเป็นประโยชน์ในการปล่อยก๊าซที่ไม่พึงประสงค์จากกระเพาะอาหารของคุณ และยังปรับปรุงประสิทธิภาพของกระบวนการย่อยอาหาร นอกจากนี้ยังช่วยให้กระบวนการย่อยอาหารมีความสมดุลด้วย

วิธีการทำ Wind relieveing

เริ่มต้นด้วยการนอนราบกับพื้นโดยยืดแขนและขาออก เมื่อคุณหายใจออกให้นำเข่าทั้งสองข้างงอเข้าหาหน้าอก กอดรอบขาไว้แล้วเอาคางชิดหน้าอก อยู่ในท่านี้และหายใจเข้าออกตามปกติ หายใจเข้านับ 1 หายใจออกนับ 2 นับถึง 8 ครั้งอย่างช้า ๆ แล้วยืดตัวออกสู่ท่านอนราบเหมือนเดิม

2. ท่าสายฟ้า (วชิรณา)

ท่าสายฟ้าจะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังอวัยวะย่อยอาหารโดยลดการไหลเวียนของเลือดไปยังขา ช่วยเพิ่มการย่อยอาหารและช่วยในการปล่อยก๊าซออกจากกระเพาะอาหาร ท่าโยคะนี้ยังช่วยป้องกันปัญหาเรื่องกรดในกระเพาะและยังช่วยให้จิตใจสงบด้วย

วิธีการทำท่าสายฟ้า

เริ่มต้นด้วยการยืนด้วยเข่าของคุณโดยปลายเท้าชี้ไปด้านหลังไปด้านหลัง ประสานปลายเท้าขวาทับซ้ายแล้วนั่งทับลงบนส้นเท้าของคุณ พร้อมทั้งวางมือทั้งสองข้างลงบนต้นขาของคุณ หลับตาแล้วจดจ่อกับการหายใจเพื่อทำให้จิตใจสงบ อยู่ในท่านี้ไว้ประมาณ 5 นาที

3. Kapalabhati Pranayama

โดยทั่วไป Kapalabhati Pranayama เป็นเทคนิคการหายใจในโยคะ มันเกี่ยวข้องกับการหายใจออก Kapalabhati Pranayama ช่วยกระตุ้นอวัยวะในช่องท้อง นอกจากนั้นยังช่วยเพิ่มกิจกรรมของปอด ช่วยย่อยอาหารและป้องกันปัญหาความเป็นกรดและก๊าซซึ่งเป็นที่มาของโรคกระเพาะด้วย

วิธีทำ Kapalabhati Pranayama

เริ่มต้นด้วยการนั่งในท่าสบาย หายใจเข้าแล้วหายใจออกอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาสั้น ๆ ต่อๆกันหรือหายในออกเหมือนเวลามีฝุ่นติดอยู่ในจมูก เมื่อคุณหายใจออกให้ดึงกระเพาะอาหารเข้าหากระดูกสันหลังหรือเกร็งส่วนของหน้าท้องตอนหายใจออก จะมีเสียงฟ่อในระหว่างกระบวนการนี้ ทำซ้ำ 5 นาที

4. Ustrasana (อูฐ Pose)

Ustrasana เป็นท่าโยคะดัดด้านหลัง ท่านี้ให้ยืดหลังและไหล่ได้ดี นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ในการเสริมความแข็งแกร่งที่หลังไหล่และต้นขา นอกจากนี้ท่าโยคะนี้ยังช่วยเพิ่มการย่อยอาหารและป้องกันปัญหาโรคกระเพาะอาหารเช่นกัน

วิธีการทำ

เริ่มต้นด้วยการคุกเข่าบนพื้นโดยแยกขาออกจากกันพอประมาณ วางมือทั้งสองบนสะโพกด้านหลัง หายใจเข้าแล้วเอนตัวโค้งไปด้านหลังเพื่อดัดยืดหลัง เวลายืดคุณจะรู้สึกตึงๆ บริเวณหน้าท้อง จากนั้นให้โค้งเพิ่มอีกโดยเอามือออกจากสะโพกแล้วไปวางไว้บนส้นเท้า ค่อยๆแหงนศีรษะลงในขณะที่ทำท่านี้ให้แน่ใจว่าไม่มีอาการปวดคอ พยายามบาลานซ์ตัวเองไม่ให้เอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง และอยู่ในท่านี้เป็นเวลาประมาณหนึ่งนาที

5. การสลับจมูกหายใจ (Nadi Shodhana)

การสลับจมูกหายใจ เป็นเทคนิคการหายใจแบบโยคะ ด้วยการฝึกการหายใจด้วยจมูกทีละข้างสลับกันสักสองสามนาทีคุณจะสามารถทำให้จิตใจสงบลงได้อย่างง่ายดาย เทคนิคการหายใจนี้จะปรับสมดุลทั้งซีกซ้ายและขวาของสมอง ล่าสุดการศึกษาได้รับการยืนยันว่าท่านี้ช่วยกระตุ้นระบบประสาท นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มฟังก์ชั่นระบบทางเดินหายใจของคุณ

วิธีการทำ

เริ่มต้นด้วยการนั่งในท่าง่าย ๆ วางมือซ้ายไว้บนตัก หลับตาของคุณและใช้นิ้วชี้เพื่อปิดจมูกหนึ่งข้างขณะหายใจ โดยปิดจมูกด้านขวาหายใจออกด้วยจมูกด้านซ้าย ทำสลับกันแบบนี้ทั้งสองข้าง

เรียกได้ว่าการบริหารร่างกายก็มีส่วนช่วยเรื่องของโรคกระเพาะได้เช่นกัน และนอกจากนี้ ผงกล้วยดิบ ของเรานั้นมีส่วนช่วยในการรักษาโรคกระเพราะได้อีกด้วย

Posted on Leave a comment

อากาศของโรคกระเพาะจะพบได้บ่อยๆ

โรคกระเพาะจะพบได้บ่อยอยู่สามประเภท

คือโรคกระเพาะทั่วไปคือการอักเสบของเยื่อบุที่ป้องกันของกระเพาะอาหารเป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยไม่รุนแรง โดยทั่วไปแล้วจะไม่ทำให้เกิดการอักเสบมากนัก แต่อาจทำให้มีเลือดออกและแผลที่เยื่อบุกระเพาะอาหาร โรคกระเพาะเฉียบพลันคืออาการอักเสบอย่างฉับพลันและรุนแรง และโรคกระเพาะเรื้อรังเกี่ยวข้องกับการอักเสบในระยะยาวซึ่งเกิดจากการเป็นโรคกระเพาะทั่วไปแล้วไม่ถูกรักษา

สาเหตุของโรคกระเพาะคืออะไร?

เยื่อบุของกระเพาะมีภาวะอ่อนแอเพราะถูกน้ำย่อยทำลายให้อักเสบทำให้เกิดโรคกระเพาะ หรือการติดเชื้อแบคทีเรียในทางเดินอาหารก็เป็นอีกเหตุผลของโรคกระเพาะด้วย การติดเชื้อที่พบมากที่สุดเป็นเชื้อ Helicobacter pylori ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่ติดอยู่ในเยื่อบุของกระเพาะ การติดเชื้อมักจะส่งผ่านจากคนสู่คน แต่ยังสามารถส่งผ่านอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนได้ด้วย
กิจกรรมบางอย่างอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคกระเพาะ ได้แก่ การดื่มแอลกอฮอล์มาก การทานยาต้านการอักเสบกลุ่ม nonsteroidal (NSAIDs) เป็นประจำ เช่น ibuprofen และแอสไพริน การใช้โคเคนสารเสพติด อายุเพราะเยื่อบุกระเพาะมีความบางตามอายุ หรือการใช้ยาสูบ

ส่วนปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่พบน้อย ได้แก่ ความเครียดที่เกิดจากการบาดเจ็บสาหัสการเจ็บป่วยหรือการผ่าตัด ภูมิต้านทานผิดปกติความผิดปกติทางเดินอาหารเช่นโรคของ Crohn และการติดเชื้อไวรัส

อาการของโรคกระเพาะคืออะไร?

โรคกระเพาะไม่เห็นได้ชัดในทุกคน อาการที่พบบ่อยที่สุดคือ: คลื่นไส้ อาเจียน ความรู้สึกอิ่มในท้องส่วนบนของคุณโดยเฉพาะหลังทานอาหาร อาหารไม่ย่อย
หากคุณมีโรคกระเพาะชนิดเยื่อบุกร่อนคุณอาจพบอาการต่าง ๆ รวมไปถึง: อุจระเป็นเลือดหรือเป็นสีดำ อาเจียนเป็นเลือดหรือมีลักษณะเหมือนกากกาแฟ
การวินิจฉัยโรคกระเพาะเป็นอย่างไร

แพทย์จะทำการตรวจร่างกายสอบถามเกี่ยวกับอาการของคุณและขอประวัติครอบครัวของคุณ รวมถึงเช็คจากการหายใจ เจาะเลือด หรือการนำอุจจาระเพื่อไปตรวจสอบ H. pylori เพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้นภายในตัวคุณ หมอของคุณอาจต้องทำการส่องกล้องเพื่อตรวจหาการอักเสบ การส่องกล้องด้วยการใช้ท่อยาวที่มีเลนส์กล้องอยู่ที่ปลาย ส่องหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร แพทย์อาจจะเก็บชิ้นเนื้อของเยื่อบุกระเพาะอาหารไปตรวจร่วมด้วย หรืออีกวิธีแพทย์ของคุณอาจใช้รังสีเอกซ์ของทางเดินอาหารของคุณหลังจากที่คุณกลืนสารละลายแบเรียมซึ่งจะช่วยให้มองเห็นความผิดปกติได้

โรคกระเพาะรักษาได้อย่างไร?

การรักษาโรคกระเพาะขึ้นอยู่กับสาเหตุของอาการ หากคุณมีโรคกระเพาะที่เกิดจากการทานยา ก็ควรหลีกเลี่ยงยาเหล่านั้นก็อาจเพียงพอที่จะบรรเทาอาการของคุณได้ ส่วนโรคกระเพาะเนื่องจากเชื้อ H. pylori อาจรักษาด้วยยาปฏิชีวนะเป็นประจำเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียนอกจากยาปฏิชีวนะแล้วยังมีการใช้ยาอีกหลายชนิดในการรักษาโรคกระเพาะได้
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากโรคกระเพาะมีอะไรบ้าง

หากโรคกระเพาะของคุณไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้เลือดออกในกระเพาะอาหารและแผลได้ โรคกระเพาะบางประเภทสามารถเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารโดยเฉพาะในคนที่มีเยื่อบุกระเพาะอาหารบางเนื่องจากภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นเหล่านี้คุณควรปรึกษาแพทย์หากคุณมีอาการของโรคกระเพาะโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นเรื้อรัง

Posted on Leave a comment

วิธีรักษาโรคกระเพาะ

        โรคกระเพาะอักเสบเป็นชื่อสามัญสำหรับทุกชนิดของการอักเสบของเยื่อบุด้านในของกระเพาะอาหารซึ่งเป็นที่รู้จักกันเป็นเยื่อเมือก เป็นลักษณะโรคในกระเพาะอาหารอย่างรุนแรงเช่นตะคริวในท้องท้องร่วงและท้องผูกและแม้แต่เลือดกับอุจจาระ
        มีวิธีรักษาโรคกระเพาะหลายสาเหตุ สาเหตุของการโรคกระเพาะ อาหารเป็นพิษอาจทำให้เกิดกระเพาะอักเสบและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาเช่นแอสไพรินและสเตียรอยด์ การแพ้อาหารบางชนิดอาจทำให้เกิดกระเพาะ สาเหตุเฉียงสำหรับโรคกระเพาะเป็นเพราะของเหลวการผ่าตัดที่สำคัญบางอย่างไหม้รุนแรงหรือได้รับบาดเจ็บ ปัจจุบันการติดเชื้อ Helicobacter pylori ถือเป็นสาเหตุสำคัญของโรคกระเพาะ

สมุนไพรที่เป็นประโยชน์ในการวิธีรักษาโรคกระเพาะ

– หน่อไม้ฝรั่ง (Asparagus racemosa) หน่อไม้ฝรั่งเป็นที่รู้กันดีว่าเป็นยาแก้กระสับกระสับ จะช่วยลดไฟในกระเพาะอาหาร รากของหน่อไม้ฝรั่งมีประสิทธิภาพในการลดความสามารถในการกินอาหารได้มากกว่าระบบทางเดินอาหาร

– Chamomile ขม (Matricaria chamomilla) ชาของดอกคาโมไมล์ที่ขมมีประสิทธิภาพในการบรรเทาโรคกระเพาะที่เกิดจากความตึงเครียดและความวิตกกังวลซึ่งเป็นวิธีรักษาโรคกระเพาะ

– กระวาน (Elattaria cardamomum) กระวานมีฤทธิ์ผ่อนคลายต่อกระเพาะอาหาร เป็นประโยชน์อย่างยิ่งหากโรคกระเพาะทำให้เกิดอาการเสียดท้อง

– ยี่หร่า (Fenneliculum vulgare) ยี่หร่าใช้เป็นระบบทางเดินอาหารแบบดั้งเดิมโดยชาวอินเดียนแดง หลังจากรับประทานอาหารแต่ละครั้งมีประเพณีการเคี้ยวเมล็ดยี่หร่า ยี่หร่าช่วยบรรเทากระเพาะอาหารการย่อยอาหารช่วยลดอาการท้องอืดและช่วยลดความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร

ขิง (Zingiber officinale) สารสกัดจากขิงมีประสิทธิภาพในการรักษาภาวะที่ไม่สม่ำเสมอของกรดที่เกี่ยวข้องกับโรคกระเพาะ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ที่กินอาหารที่ไม่ใช่อาหารมังสวิรัติมากขึ้น

มะเฟืองอินเดีย (Emblica officinalis) ผลมะยมของอินเดียหรือ amla เป็นประโยชน์อย่างมากในการวิธีรักษาโรคกระเพาะอาหารหลายชนิดรวมถึงโรคกระเพาะ โรคทางเดินอาหารอื่น ๆ จะใช้สำหรับอาการอาหารไม่ย่อย, แสบร้อน, อาการเบื่ออาหาร, อาเจียนและตกเลือด

– ชะเอม (Glycyrrhiza glabra) รากของชะเอมสามารถบรรเทาการอักเสบและการบาดเจ็บที่กระเพาะอาหาร เป็นที่รู้จักกันเพื่อลดการแพร่กระจายของ Helicobacter pylori

Rhubarb (Rheum emodi) ราบับเป็นตัวแทนที่ไม่รุนแรง ดังนั้นจึงมีประสิทธิภาพในการวิธีรักษาโรคกระเพาะในเด็ก สามารถลดความเป็นกรดในกระเพาะอาหารได้

– ไม้จันทน์ (Santalum album) ไม้จันทน์ช่วยในโรคกระเพาะเนื่องจากมีคุณสมบัติในการทำความเย็น สามารถบรรเทาอาการกล้ามเนื้อท้องอักเสบจากโรคกระเพาะ

การรับประทานอาหารสำหรับโรคกระเพาะ

จำเป็นต้องมีระบบการรับประทานอาหารอย่างระมัดระวังในกรณีที่เป็นโรคกระเพาะ ต้องระบุประเด็นต่อไปนี้

– เฉพาะข้าวที่ใช้เป็นเวลา 1 ปี ข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์เป็นประโยชน์

– ผักฟักทองขาวมะระมะระแตงกวากล้วยไม้สีเขียวและกล้วยหอมมีประสิทธิภาพ

– นมวัวเป็นที่นิยมของนมบัฟฟาโล

– ผู้ที่ทุกข์ทรมานจากโรคกระเพาะต้องไม่สับสนกับกระเพาะอาหารประเภทต่างๆในเวลาเดียวกัน เป็นประโยชน์ถ้าคนที่อยู่ในอาหารเดียว คนจะต้องเป็นคนที่กินนมหรือทานข้าวแก่

– วิตามินซีมีความสามารถในการดูดซึมธาตุเหล็กและเกลือแคลเซียมในร่างกาย นี้ช่วยลดกระบวนการทางเดินอาหาร ดังนั้นอาหารจะต้องอุดมไปด้วยวิตามินซีอาหารที่มีวิตามินซีเป็นปริมาณที่ดีคือแอมลาสส้ม ฯลฯ

– หลีกเลี่ยงรสชาติที่เผ็ดและเปรี้ยว แม้ช็อคโกแลตชาและกาแฟจะต้องหลีกเลี่ยงเพราะสามารถเพิ่มเนื้อหาที่เป็นกรดในกระเพาะอาหารได้

– คนที่ไม่ควรรับประทานกระเพาะอาหารเป็นคนโง่ ในโรคกระเพาะจะดีกว่าที่จะกินในแต่ละครั้งเพื่อให้กระเพาะอาหารได้รับเวลาที่เหมาะสมที่จะแยกแยะอาหาร

– งาและงาต้องหลีกเลี่ยง

– ควรจะหยุดการดื่มแอลกอฮอล์ทั้งหมด

ยาประจำภายในบ้าน

– ใช้หนึ่งช้อนชาผงรากชะเอมและผสมกับเนยใสบริสุทธิ์และน้ำผึ้ง รับประทานวันละสองครั้งในขณะท้องว่าง

– มีกล้วยหรือผงกล้วยหนึ่งผสมดื่มกับน้ำอุ่นตอนเช้า หรือก่อนอาหาร หรือผสมด้วยด้วยนม ซึ่งกล้วยมีคุณสมบัติช่วยในทางเดินอาหารของลำไส้ทำงานได้ง่ายขึ้น และการทานก่อนอาหารจะช่วยเคลือบกระเพาะ ช่วยลดความเป็นกรดในกระเพาะอาหารได้อย่างดี

– บีบน้ำส้มสายชูและใส่เมล็ดยี่หร่าคั่วลงไป มีนี้กับเกลือบางอย่างในนั้น ช่วยบรรเทาอาการกระเพาะอาหารได้ดี

Posted on Leave a comment

แผลในกระเพาะอาหาร

แผลในกระเพาะอาหาร แผลในกระเพาะ เป็นภาวะที่พบได้ทั่วไปซึ่งมีประมาณ 10% ของประชากรในสหรัฐอเมริกา แม้ว่าโรคเหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดจากการบริโภคอาหารรสเผ็ดและจากความเครียด นักวิจัยและแพทย์ได้ตัดสินว่าสาเหตุที่พบมากที่สุดของแผลในกระเพาะอาหารคือแบคทีเรียที่เรียกว่า Helicobacter pylori หรือ H. pylori

อาการเหล่านี้อาจได้รับการรักษาเป็นครั้งคราวโดยไม่ได้รับการรักษาจริงจัง แต่อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงและบุคคลที่สงสัยว่าเป็นแผลควรได้รับการประเมินทางการแพทย์เพื่อการวินิจฉัยที่เหมาะสม

ประเภทและอาการของแผลในกระเพาะอาหาร

       มีสามประเภทของแผลในกระเพาะอาหารที่สามารถวินิจฉัยได้ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของแผล แผลในกระเพาะอาหารที่เกิดขึ้นในกระเพาะอาหารเรียกว่าแผลในกระเพาะอาหาร แผลที่ลำไส้เล็กส่วนต้นเป็นแผลในกระเพาะอาหารที่เกิดขึ้นในตอนต้นของลำไส้เล็กส่วนต้นหรือลำไส้เล็ก เมื่อเกิดแผลในหลอดอาหารและโดยปกติจะอยู่ในบริเวณหลอดอาหาร อาการที่พบบ่อยที่สุดที่เกี่ยวข้องกับแผลในกระเพาะอาหารทุกชนิดคือการปวดเนื่องจากกรดในกระเพาะอาหารที่มาสัมผัสกับแผลและรู้สึกได้จากบริเวณสะดือไปยังอกหรือกระดูกอก

       อาการปวดนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่นาทีหรือมันจะเกิดขึ้นเป็นเวลาหลายชั่วโมงและอาจเลวร้ายเมื่อท้องของคุณว่าง คุณสามารถลดอาการปวดชั่วคราวโดยการกินอาหารบางชนิดที่ดูดซึมกรดในกระเพาะอาหารหรือโดยใช้ยาลดกรดซึ่งจะช่วยลดระดับกรดในกระเพาะอาหาร

       อาการปวดแผลในกระเพาะอาหารมักจะเลวร้ายในเวลากลางคืน บางครั้งความเจ็บปวดจะหายหลายวันหรือหรือหลายสัปดาห์แล้วอาการอาจจะกลับมา ในกรณีที่รุนแรงอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนมีเลือดออกและปรากฏในอุจจาระและอาเจียน ความยากอาหารที่เปลี่ยนไปหรือน้ำหนักลดโดยไมทราบสาเหตุอาจเป็นอาการของแผลในกระเพาะอาหาร

สาเหตุที่พบบ่อยของแผลในกระเพาะอาหาร

สาเหตุที่พบมากที่สุดของโรคแผลในกระเพาะอาหาร ได้แก่ Helicobacter pylori หรือ H. pylori Helicobacter pylori เป็นโรคติดต่อทางเดินอาหารที่พบได้บ่อยๆเนื่องจากในสหรัฐอเมริกามีทุก 5 คน ของ 30-50% ของคนที่มีอายุเกิน 60 ปี

H. pylori พบอยู่ในชั้นเมือกของกระเพาะอาหารและลำไส้ซึ่งมันสามารถมีชีวิตอยู่และขยายเพิ่มขึ้นแต่จะมีผลต่อชั้นเมือก อย่างไรก็ตาม มันก็อาจจะส่งผลต่อชั้นเมือกและเยื่อบุในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กกลายมาเป็นเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดแผลได้

Helicobacter pylori โดยปกติจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดแผล แต่มีสาเหตุอื่นหรือโรคที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตซึ่งอาจทำให้เกิดได้ เช่น การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนักและการสูบบุหรี่ ซึ่งเป็นที่รู้ดีว่าเป็นตัวที่ทำให้เกิดการพัฒนาไปเป็นแผลเช่นเดียวกับความเครียดทางอารมณ์

โดยเฉพาะอย่างการซื้อยามาทานเองหรือกลุ่มยาพวกเป็นบรรเทาอาการปวดที่เรียกว่า NSAIDs หรือ Nosteroidal ยาต้านการอักเสบที่ผิวด้านในของกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กอักเสบหรือระคายเคืองสามารถก่อให้เกิดการพัฒนาของแผลในกระเพาะอาหาร

หากคุณมีอาหารเหล่านี้ควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยและอย่าพยายามรักษาโดยตัวเองเช่นกินยาที่ซื้อมาทานเองหรือยาตามเคาเตอร์มันจะช่วยให้คุณบรรเทาอาการเพียงชั่วคร่าว แผลบางชนิดอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงเมื่อไม่ได้รับการรักษา